โหลดเสียงสวดมนต์พร้อม กาย วาจา ใจ รัตตัญญู ๒๕๕๙
บทสวดมนต์ ฝึก วาจา + ใจ ให้ตรงกัน
ประมวลภาพ พิธีปฏิบัติธรรมพระคุณเจ้าจากทั่วสารทิศ ณ วัดสุวรรณโคมคำ (ห้วยโผ)
งานพิธีต่างๆ และงานสอนพระสงฆ์ ของพระอาจารย์ธรรมบาล
จะเห็นได้ว่า ในระดับของโพชฌงค์ จะเท่ากับค่าของตัวโน๊ต และ Spectum
และโพชฌงค์ จะ เป็นเรื่องของ "มโน=ใจ" เรียกว่า "มโนทวารวิถี" ใจ=Plasma นั่นคือ การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ "มโนทวารวิถี= Plasma Dimension"
เราจึงจะเห็นการใช้ "เสียง , เครื่องดนตรี" ประกอบการสวดมนต์ ในหลายศาสนา เพื่อให้เข้าสู่สภาวะนี้
……………
คุณลองตั้งแนวคิด ตามแนวลักษณะนี้ เดี๋ยวจะ "อ๋อ…" ได้ข้อมูลออกมาจากใจอีกเยอะเลย
มโนทวารวิถี เป็นภาษาบาลี = มิติของ "ใจ"
ใจ = Plasma
นั่นคือ Plasma Dimension
ผู้บรรลุโพชฌงค์ จะมีสามารถควบคุมคลื่น Plasmaชนิดหนึ่ง บาลีเรียกว่า "แสงอัปมัญญา" ส่องทั่วสกลจักวาล(ทุกGalaxy) ผู้บรรลุตรงนี้แหละ จึงสามารถ " แผ่…เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วสกลจักรวาลได้ เรียกว่า "แผ่เมตตา" ที่เราบอกว่าแผ่เมตตาหลังทำสมาธิ ถ้ายังไม่บรรลุ"อัปมัญญา = แผ่…ไม่ได้" จริงแล้วเรียกว่า "อุทิศ คือยกให้ = ยกบุญที่ปฏิบัตินั้นให้ผู้ที่เราเอ่ยนาม
ผู้ปฏิบัติโพชฌงค์ จะต้องทิ้ง "รูปกาย=กายหยาบ" นี่คือที่มาของการ "ฝึกใต้น้ำ" จึงเริ่มด้วย "เมตตา" คือ รู้คุณค่าของชีวิต ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ย่อมรักชีวิต จึงเป็นที่มาของ "มรณานุสติ" = ระลึกถึงความตาย ไม่ใช่ไปเพ่งศพ อย่างที่สอนกันมาแบบผิด ๆ
เมตตา ต้องผ่าน มรณานุสติ เพราะ
“เมตตา” คือ ปฐมองค์ธรรมของพรหม
ไม่รู้จักคุณค่าชีวิตตนเอง ย่อมไม่รู้จักคุณค่าชีวิตสรรพสัตว์อื่น
เมื่ออยู่ใต้น้ำ จะเคยชินกับความตาย จะรับรู้และระลึกอารมณ์ของ
“มรณา” ได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่ไปนั่งดูศพในห้องดับจิต หรือ ที่เมรุเผาศพ
ไม่งั้นพระพุทธองค์ คงทรงให้พระภิกษุ ไปนั่งริมแม่น้ำคงคาพิจารณาซากศพแล้ว นั่นเรียกว่า “อศุภกมฺมฐาน” จิตบรรลุได้สูงสุดแค่ปฐมฌานเท่านั้น เลื่อนระดับไม่ได้ เพียงเพื่อไม่ให้ติดยึดความสวยงาม และเข้าถึงความไม่เที่ยงของสังขาร แต่ไม่อาจเข้าถึงอารมณ์ “มรณะ” ว่า “ตอนจะตายจริงๆ น่ะ ความรู้สึกมันเป็นยังไง เราสามารถควบคุมชีวิตตนเองได้ ว่าจะตายหรือไม่ตาย “Your life on your hand” นี่คือความแตกต่าง
::::: ผู้ที่ไม่ผ่านการทำอานาปานสติ (ตั้งลม) รูปกสิณ และวิญญานกสิณ จะทำโพชฌงค์ใต้น้ำไม่ได้
รู้ + แจ้ง แจ้ง=แสง+ประจักษ์ หมายความคือ มองเห็นชัดด้วยความสว่างไสว ปราศจากข้อสงสัย
ภาษาไทย เป็น Root ของภาษาบาลี บทสวดมนต์เป็นภาษาบาลี เราจึงใช้การสวดมนต์ แต่ศาสนาอื่นใช้ดนตรี เพราะอะไร ?
ก็เพราะมีภาษาไทยหนึ่งเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเสียงครบ ควบคุมธาตุทั้ง 4 คือมหาภูตรูป 4 คือ
1.เสียงสูง 2.เสียงกลาง 3.เสียงต่ำ 4.เสียงดนตรี
- ภาษาบาลีเป็นภาษาย่อความ จากภาษาไท มาเป็นภาษาเขียนใช้ในทางราชการนับแต่ยุคโบราณ คล้ายภาษาชวเลข ต้องนำมาถอดรหัส
- ภาษาสันสกฤต หรือ ภาษามคธ เป็นภาษาไท ที่ใช้เป็นภาษาพูด เพราะแคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ จึงใช้เป็นภาษากลาง พระพุทธองค์จึงทรงจำพรรษา และเผยแผ่ที่แคว้นมคธ
- ภาษากรีกได้พัฒนาปรับปรุงโดยนักปราชญ์ชาวกรีก ที่ไปศึกษาที่ตักศิลา แล้วนำมามาพัฒนาเป็นอักษรกรีก โดย โสเครตีส อลิโตเติล พิทาคอรัส ฯลฯ เป็นต้น
- ภาษาโรมัน พัฒนาไปจากภาษากรีก และแพร่หลายจากการล่าดินแดน กว้างไปจนถึงเกาะอังกฤษ
- ภาษาอังกฤษ เป็นเพียงการเรียก แต่จริงแล้วชาวอังกฤษมาจากโจรสลัด เรียกว่า "พวกเซลล์" ไม่มีภาษา มายึดเกาะที่โรมันยึดครองอยู่ จึงใช้ภาษาร่วมกัน ต่อมาโรมันหมดอำนาจ ภาษาโรมันจึงกลายมาเป็นภาษาที่ใช้ในเกาะอังกฤษ และแพร่หลายไปทั่วโลกจากการล่าอณานิคม โดยเผาทำลายภาษาถิ่ขิงแผ่ดินนั้นๆ และให้ใช้ภาษาอังกฤษแทน
ภาษาของชนชาติอื่นในโลกมีแต่ไม่ครบ 4 ระดับ
ชนชาติ และ ศาสนาอื่นเลียนแบบ โดยใช้เสียงเพลง, ดนตรี เปิดคลอในขณะทำสมาธิ ซึ่งไม่ได้ผลเพราะต่างจาก "การสวดมนต์" ซึ่งประกอบด้วยวาจา + ใจ
แต่ใช้เฉพาะเสียงเพลงหรือ จะไม่ได้ "วาจา=วจีสังขาร
ด้วยเหตุดั่งนี้ บทสวดมนต์จึงใช้ภาษา "บาลี" ซึ่งมีรากมาจากภาษาไทย ดังนั้นผู้ที่จะแปลภาษาบาลี เข้าใจซึ้งในพุทธพจน์ ต้องรู้จริงอย่างลึกซึ้งในแต่ละธาตุอันเป็นต้นกำเนิดอักษรของภาษาไทจึงต้องศึกษาใน "มูลกัจจายน์" เรียกว่า "คัมภีร์วุโฒทัย แปลว่าความรู้ภาษาไท ซึ่งมีมีมาก่อนยุคพุทธกาล
เสริม …… เพื่อความสมบูรณ์ และ การค้นคว้า
"เมตตา" อันได้ปฏิบัติโดยโพชฌงค์นั้น เกิดจาก "ปิติสัมโพชฌงค์" ลักษณะการเกิดของ "เมตตา" ณ ขณะเวลานั้นเรียกว่า "เมตตาเจโตวิมุติ"
การดึงความรู้ วิทยาการจากอัญมณี
เราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า …ทำไม อัญมณี เช่น เพชร ทับทิม ไพลิน มรกต คริสตัล ฯลฯ จึงมีค่าราคาแพง เป็นเช่นนั้นต่อเนื่องมานับแต่ยุคบรรพกาล
ไม่ใช่เพราะว่าเกี่ยวด้วยความสวยงาม แต่เนื่องจากอัญมณีเหล่านั้น จะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้แตกต่างกันตามสถานะอานุภาคของPlasma ที่ถูกเร่งด้วยคลื่นแรงสัมพัทที่แตกต่างกันในลักษณะของ Spectum ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลลง DVD หรือ คริสตัล ก็คือการเลียนแบบธรรมชาติการเก็บความจำของอัญมณี นั่นเอง
ในยุคโบราณเราจะพบจารึกบันทึกอยู่ในตำนาน แม้แต่ในพระไตรปิฏกของพุทธศาสนา ว่า อำนาจพลังสมาธิทำให้สสารเปลี่ยนรูปแบบ แม้แต่การ “ปริกรรม” ก็เปลี่ยนรูปแบบโมเลกุลของสสารได้ พลังที่เกิดขึ้นเปลี่ยนเป็นปฏิสสาร ทำให้มีพลังเหนือวัตถุ การปฏิบัตินี้ในพระไตรปิฏกเรียกว่า “สมาธิ” ในยุคโบราณเรียกว่า “โยคะ”(ไม่ใช่ทำโยคะแบบหกคะเมนตีลังกา) แต่เป็นการทำโยคะโดยการปริกรรม(วาจาใจ ถึงพร้อม) เพื่อสร้างปฏิสาร เราจึงได้พบบ่อยๆ ในเอกสารทางศาสนาว่า ที่ๆ พระอริยะบุคคลปฏิบัติ ณ วัตถุที่ตรงนั้น จะกลายสภาพเป็นอัญมณี เช่นการบำเพ็ญเพียรของพระอุปคุต หรือ พระนาคารชุน เป็นต้น
การปฏิบัติทางสมาธิมีมาแต่ยุคบรรพกาล
“โยคะ” โดยศัพท์ มีความหมายว่า “บวก หรือ รวม” ในทางปฏิบัติเรียกว่า “สัมปยุติ” คือ การรวมกันของสิ่งหนึ่ง กับ สิ่งต่างให้เป็นสภาวะเดียวกัน เช่นการ “สัมปยุติวาจา+ใจ ด้วยการปริกรรม” เป็นต้น
ในการปฎิบัติ “รูปโยคะ” คือการเข้าถึงสภาวะเดิมของรูปนั้นๆ ว่ามีสมุฐานที่มาอย่างไร เพื่อเข้าถึงความแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่ง ล้วนเป็นอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป เปลี่ยนสภาวะไปตามสภาพ เป็นวัฏฏะ
ตามมหลักฟิสิกส์ ในทุกสรรพสิ่งล้วนมีพื้นฐานคือ Atom โดย Electronจะผลักให้เกิดการรวมตัวเป็นอะตอม และ อะตอมก็จะเป็นโมเลกุล เป็นรูปร่าง วัตถุ ทั้งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต มีพื้นฐานเดียวกัน ดังนั้นการสัมปยุตกับสรรพสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็คือเปรียบเสมือนการเชื่อมสายไฟ รับกระแสElectron เป็นหนึ่งเดียวกัน ข้อมูลในแต่ละสิ่งก็จะถ่ายเทไปมาสู่กันและกัน เป็นเรื่องปกติ นี้คือหลักทางฟิสิกส์ สสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน และพลังงานก็สามารถเปลี่ยนเป็นสสารได้ เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน และอัญญมณีที่เกิดจากพลังสมาธิ จึงเก็บคลื่นความถี่ปริกรรมของผู้ปฏิบัต รวามทั้งความรู้ ข้อมูลต่างๆ ไว้ อันเป็นที่มาของอัญมณีนำโชค มีไว้จะเกิดพลังอำนาจ ก็ด้วยอานุภาพของพลังสมาธิที่กล่าวมา
ในการรับรู้ข้อมูลจากวัตถุต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติ แต่กลับเป็นการเข้าถึงธรรมชาติของแต่ละสรรพสิ่ง ดังเช่นการอ่านข้อมูลจาก หิน คริสตัล หรือ วัตถุโบราณ จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ฝึกฝน “รูปโยคะ” สามารถทำได้ ในทางPhysic เรียกว่า การสื่อสารทางโมเลกุล ซึ่งมนุษย์ใช้โมเลกุลสื่อสาร สั่งการในร่างกายของเราเป็นปกติอยู่แล้ว และในทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนา คือ การเข้าถึง หรือ พิจารณาธรรมชาติของธาตุทั้ง ๔ อันมีมาใน “สติปัฏฐาน” นั้นเอง
ขอยกตัวอย่างการปฏิบัติอย่างง่าย ได้แก่การเข้าถึงข้อมูลของหินอัญมณี ซึ่งเป็นมหาภูตรูปธาตุดิน หรือปถวี จะมีวิธีขั้นตอนฝึกฝนดังนี้
๑. เมื่อเริ่มฝึกใหม่ ๆ ให้สวดมนต์ไหว้พระ แล้วเดินปะคำ เพื่อให้ “ใจ” สงบ พร้อมก่อน ความรู้สึก คือ “ใจ” จะกำหนดเราเองว่าพร้อมหรือยัง?
๒. เมื่อพร้อม “ให้รักษาอารมณ์ และ ความรู้สึกว่าพร้อมนั้นไว้” แล้ววางปะคำลง (เพราะไม่ต้องใช้แล้ว)
๓. หยิบหินอัญมณี ขึ้นมาวางไว้บนฝ่ามือขวา ซึ่งอยู่ในลักษณะสมาธิ คือจะอยู่บนของมือซ้าย และขาที่เราขัดสมาธิ
๔. นำลมเข้าไปที่ ปถวีธาตุ เมื่อสุดลมเข้า ให้เลื่อนลมด้วยความรู้สึกมาไว้ที่มือ ซึ่งมีหินอัญมณีอยู่ ใช้ “ใจ” สัมผัสหิน ให้ภาพหินอยู่ในใจ พร้อมความรู้สึก
๕. ขยายภาพหินอัญมณีในใจให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งบางท่านอาจเป็นลักษณะของ Votex คือหมุนวน หรือแสงเส้นคล้ายฟ้าแลบ ให้ปล่อยใจสะบายๆ ตามเข้าไป (ลักษณะนี้ ไม่เกี่ยวกับการตั้งลม ไม่ต้องห่วงว่าลมจะออกทางจมูก หรือหายใจหรือไม่ ให้เอาความรู้สึกทั้งหมดมาจับที่หินอัญมณี ให้ในและอารมณ์ระลึกภาพหินเป็นนิมิต(มนสิกาโร ฉนฺทลกฺขณา …… มนสิการมีการยึดนิมิตเป็นลักษษณะ)
๖.ระลึกรู้อารมณ์ ที่ตามลึกเข้าไปในหินอัญมณี ว่ามีลักษณะอย่างไร แตกต่างกับตอนเริ่มแรกอย่างไร
๗.ตอนก่อนที่จะเลิกฝีก ต้องจำอารมณ์ครั้งสุดท้ายให้ได้ ว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อครั้งต่อไป จะได้ระลึกอารมณ์นี้มาปฏิบัติต่อได้เลย ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
::: หมายเหตุ
การปฏิบัติกับหิน อัญมณี โบราณวัตถุ จะทำได้ง่ายเพราะเป็นสิ่งจับต้องได้เรียกว่า “รูป ที่เป็นปถวีธาตุ” เป็นการฝึกอตีตภวังคะ ซึ่งเราก็มีอยู่แล้วเป็นธรรมชาติของการเปลี่ยนสภาวะจิต
ซึ่งเมื่อเราฝึกกับหิน หรือวัตถุได้แล้ว เราก็สามารถฝึกกับสิ่งมีชีวิต เช่น ต้นไม้ สัตว์ และคน เพียงแค่สัมผัส ก็สามารถรับรู้เรื่องราวได้ เหมือนการเสียบหลอดไฟสีอะไร(สิ่งที่เราสัมผัส) ไฟก็จะติดตามสีนั้น เพราะหลอดไฟฟ้าจะออกสีเมื่อมีกระแสไฟฟ้าวิ่งครบวงจร เช่นเดียวกัน ประจุไฟฟ้าชีวภาคของเรา ก็สามารถกระตุ้น และเชื่อมต่อข้อมูลได้ ด้วยประการฉฉะนี้
อธิษฐานอย่างไร ให้ได้ผลจริง
อนุโมทนาสาธุ คุณณัฐฐิญา
https://m.facebook.com/satipatan/videos/335584077098536?sfns=mo
ขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย ปวงพรหมทุกชั้นฟ้า เทพยดาทุกวิมาน อนุโมทนามัยให้พร แก่คุณปรีชา ที่ได้เสียสละเวลา ทำงานให้กับสังคม ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา อย่างมิเห็นแก่ความเหนื่อย ลำบาก สิ่งใดอันเลิศประเสริฐสุด อันเป็นกุศล จงปรากฏผลสมปรารถนาโดยพลัน ดั่งใจอธิษฐานทุกประการเทอญ
https://m.facebook.com/satipatan/videos/1218505191641225?s=100001970227276&v=e&sfns=mo
บอกเล่าจากท่านอื่นๆ
https://seealots.blogspot.com/2011/09/blog-post_30.html
