คำนำการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4



กราบนมัสการพระอาจารย์ธรรมบาลที่ได้กรุณาประสิทธิ์ประสาทวิชชาทั้งหลายเหล่านี้ให้พวกเราเหล่าลูกศิษย์ทุกท่านค่ะ _/\_

อันดับแรกเราต้องทราบเบื้องต้นก่อนเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นในการปฏิบัติ ว่า ตัวของเราประกอบไปด้วย

ใจ           (คือ คนขับรถ)
ร่างกาย     (คือ รถ)

เราเกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว ตัวในเรา(ใจ=คนขับรถ) มีรถ (Body=ร่างกาย)ขับมาหลายคันแล้วแตกต่างกันไป(สวย ไม่ สวย หล่อ ไม่ หล่อ รวม
ทั้งสัตว์ด้วย) และ เราเคยทำบุญมาก็หลายภพ หลายชาติเหมือนกัน(ชาตินี้ก็ทำ) เพราะฉะนั้นเราจะเบิกเอาบุญของเราที่เคยทำไว้มาใช้กัน และเท่ากับว่าเราไม่ได้โลภมันเป็นเงินของเราเอง (ที่ต้องยกตัวอย่างเรื่องเงินเพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ง่าย เพราะใครๆก็ต้องการเงินทั้งนั้น หรือจะเถียง) ท่านยก ต.ย ว่า เรา ฝากเงินไว้ในธนาคาร แต่ เราลืมรหัส atm ลืมลายเซ็น เราก็เบิกเอาเงินของเรามาใช้ไม่ได้ ก็คือ ชาติที่แล้วเราฝากไว้ที่ไหนบ้าง(ทำบุญ ไว้ที่ไหนบ้าง)เราจำไม่ได้ ทีนี้เมื่อเราปฏิบัติ เราก็จะจำรหัสได้ โดยเราเองหรือเทวดาจัดให้ก็แล้วแต่ เราก็จะถอนออกมาใช้ได้และมันจะมาเรื่อยๆ เราเกิดมาหลายพันปีเวียนว่ายตายเกิดกันอยุ่ตลอด บุญที่เราทำต้องเยอะมาก เราถึงเกิดมาเป็นคน(มีรถขับ รถ=ร่างกาย มีเนื้อ มีหนัง) ท่านบอกว่าถ้าเราปฏิบัติได้แล้วท่านท้าให้ ขอ100ล้านเลย มีบางคนได้มาแบบปลดหนี้เลยเป็น100ล้านพันล้านเลยนะ ขอให้เราตั้งใจปฏิบัติเท่านั้นแหละ เทวดาจะจัดให้เราเองว่าจะได้อะไรก่อนหลัง เค้าจะไม่ให้เราทุกข์ถ้าเราทุกข์แล้วเรา จะไม่อยากปฏิบัติ เค้าก็จะไม่ได้บุญจากเรา แต่บางคนอาจจะเจอเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น เช่น มารผจญ เราก็จะผ่านมันไปได้ ขอให้เชื่อในพุทธองค์เถอะ
(เหตุใดมารผจญ คงสงสัยกันนะว่าทำไมปฏิบัติแล้วมารยังจะมาผจญอีก เพราะอะไร เราเข้าใจตามที่ท่านตอบว่า  มารก็ต้องการให้เราท้อ เราเลิกปฏิบัติไง คนมีบุญน้อยๆ มีมารเยอะๆ อะไรจะเกิดขึ้น คงนึกภาพออกนะ)

สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดของศาสนาพุทธคือ สัจจะ เคยสงสัยไม๊ว่าทำไมบางที เรานึกอย่างกินอะไรแล้ว ได้กิน อยากได้อะไรของอะไรอยู่ ดันมีคนเอามาให้ อะไรประมาณนี้ นี่แหละที่ท่านบอกว่าเรามีวิชานี้ติดตัวกันมาทุกคนใครก็ทำได้ถ้ารู้วิธี(ยกเว้นคนไม่ดีจะทำไม่ได้เพราะเทวดาไม่ช่วยคนไม่ดี)
สัจจะ คือ อะไร เช่นว่าเราอยากกินปลา เราอยากได้และต้องการจริงๆ(ไม่โลเลว่าอยากกินปลาแล้วเปลี่ยนเป็นอยากกินกุ้งดีกว่านั่นคือ ไม่มีสัจจะต่อตัวเอง) เมื่อใจเราต้องการมากมาก เลยจดจ่อและเกิดสมาธิกับมันแล้วแอบนึกภาพมันโดยเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเพราะเราเป็นมาแล้ว วิชานี้ในอดีตชาติมันติดตัวมามันฝังอยู่ใน DNA ของชนชาวพุทธ เพียงแต่เราไม่ได้ฝึกมันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาขอก็ต้องมีสัจจะว่าต้องการมันจริงๆและไม่เปลี่ยนใจไปมา
เมื่อเราปฏิบัติและฝึกทำจนชำนาญแล้วอีกหน่อยแค่นึกในใจก็ได้ เราลองทำมา ตั้งแต่ก่อนเรียนอีกนะ ตั้งแต่ท่านสอนเมื่อ4-5ปี ที่แล้ว แค่นึกในใจแต่เป็นสมาธินะนึกภาพด้วยมันก็ได้ตามที่ขอร้อยละ90 ก็ถามท่านว่าทำไมไม่ออกเสียงก็ได้หละ ท่านก็บอกว่า จริงๆแล้วมันต้องออกเสียงนะ พูดแค่เนี้ยะจบ เราก็งง งง มาตลอด จนท่านสอนอีกขั้นนึง ปรากฏว่า ขั้นนี้ไม่ต้องออกเสียง นั่นไง เราข้ามขั้นมาแล้ว แต่ท่านไม่บอก ให้เราเริ่มฝึก Basicก่อนนี่เอง ที่ว่าให้ลองหายใจสั้นยาวดู แต่ควร ลอง Basicก่อนก็ดีนะ คือยัง ไม่ต้องสนลมหายใจ เอาแค่ ว่าทำยังไงให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งให้ได้ก่อน

เริ่มจาก. ลองสังเกตนะเวลาเราพูดปกติเสียงมันจะออกจากปากหรือจากคอหอยเราเอง มันจะสั่นๆตรงลูกกระเดือก แต่ถ้าเราหายใจออกมาจากใจคือให้เสียงออกมาจากในท้องหรืออก(ที่ว่าหายใจสั้นก็รู้ยาวก็รู้)นั่นคือถ้าเราหายใจสั้นมันอาจจะอยู่แถวอก ก็ พยายามเปล่งเสียงออกมาจากอกขณะที่พูดก็หายใจออกด้วยพร้อมกัน ทีนี้เราจะสังเกตได้ว่าตรงอกจะสั่นๆแทนที่จะเป็นตรงลูกกระเดือก ท่านบอกว่า ถ้าไม่ชักลูกประคำเราสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา เช่นร้องเพลง อ่านหนังสือ ให้ออกเสียง อย่างเวลาครู สอนร้องเพลงเค้าจะสอนให้ร้องออกมาจากท้องหนะเสียงจะมี power ลักษณะเดียวกันเลย ถ้าร้องออกจากปากหรือคอ เสียงก็จะไม่เพราะไม่มีพลัง ขั้นแรกก็ลองทำแบบช้าๆ ก่อน ก่อนจะเปล่งคำออกมา ก็รอมันพร้อมกัน(กาย วาจา ใจ)แล้วค่อยเปล่งออกมา ลองไปเรื่อยๆจะเห็นความแตกต่างเองแหละ ค่อยๆฝึกนะ ใจเย็นๆ อย่าเร่ง เพราะเราเคยเร่งมาแล้วมันไม่เป็นสมาธิ ทำครั้งนึงให้ครบ10รอบลูกประคำ น่าจะประมาณ10-15นาที แล้วแต่ว่าท่องช้าหรือเร็ว บางทีขี้เกียจก็ท่องเร็วหน่อยไม่ค่อยออกจากใจเท่าไหร่บางคำออกดีมาก บางคำจะรู้เลยว่าเฮ้ยออกมาจากคอเอง พอรู้ตัวว่าคำๆนี้เราไม่มีสมาธิก็จะดึงสมาธิกลับมาเองโดยอัตโนมัติ พอคำต่อไปมันจะมีสมาธิเอง บ่อยครั้งที่ถามท่านว่าถ้าขี้เกียจทำ จะทำไงดี ท่านก็บอกว่าก็ร้องเพลงเอาสิหรืออ่านหนังสือก็ได้แต่ต้องออกเสียง ท่านก็จะบอกอย่างนี้ทุกครั้ง ขอให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งเท่านี้ก็เท่ากับได้ทำบุญแล้ว (ท่านว่า) แล้วเราก็ถามว่าบางคนได้มากน้อย ไม่เหมือนกันหละ (เงิน) ท่านบอกว่าถ้าเราทุกข์เราจะได้เร็ว ถ้าเราไม่มีเรื่องทุกข์(ท่านบอกอย่างเราเนี่ยแหละไม่ทุกข์อะไรเลย)จะได้ช้าหน่อยเพราะไม่ตั้งใจขอ ก็จริงนะ เราไม่ค่อยได้ขออะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆซักที มีแต่ลองเรื่องที่ร้านวันนั้นวันเดียวแหละลูกค้าตรึม บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองไร้สาระไปหน่อย ไม่ค่อยตั้งใจทำเท่าไหร่ มันขยันเป็นพักๆอะ แต่ที่ขอเป็นเรื่องเป็นเราที่มีสาระของเราคือเราขอความสุข ขอให้ไม่ทุกข์ แค่นี้แหละที่เราต้องการในชีวิต 

จริงๆ ถ้าเราอธิษฐานขออะไรก็ช่าง ถ้าสิ่งนั้นได้มาครบสมบูรณ์100%คือไม่ต้องเอาไปซ่อมก่อน สมมติว่าเป็นคอมพิวเตอร์นะ คุณขอให้ได้คอมซักตัวอาจจะมีใครเอามาให้เป็นเครื่องใหม่แกะกล่องเลยไม่ต้องซ่อมใช้ได้เลย นั่นคือเทวดาได้รับบุญจากที่เราทำสมาธิให้เค้า เค้าก็จะจัดสรรหามาให้จากทางใดทางนึงอาจจะคนเอาให้เราหรือเราอาจจะได้เงินมาจากไหนไม่รู้ซักทาง แล้วเอาเงินไปซื้อมันแทน แต่ถ้ามีคนเอามาให้อาจจะต้องซ่อมก่อนนิดนึงแล้วถึงเอามาใช้ได้ นั่นคือสัมพะเวสีหามาให้

อีกเรื่องนึง ท่านบอกว่าทำบุญกับพระต้องเลือกว่าพระนั้นดีไม๊ถ้าไม่ดีทำไปเปล่า ประโยชน์ พระพุทธเจ้าไม่เคยเทศนาให้ขอทานฟังเลย (ดูได้ในพระไตรปิฎก) ทีนี้จะรู้ได้ยังไงว่าเค้าดีไม่ดี ท่านบอกว่าถ้าเราเริ่มปฏิบัติแล้วจะมีแต่คนดีๆเข้ามาหาเราเพราะจะมีประมาณสิ่งคุ้มกันมาครอบเราเสมือนเกราะป้องกันเราไว้คนชั่วจะเข้ามาหาเราไม่ถึงแบบประชิดตัว อาจจะแค่ผ่านๆ มาให้เห็นแต่จะทำอะไรเราไม่ได้ 

และก็คงมีบางคนที่คิดว่า เป็นเรื่องงมงายนะแบบนี้ อยากจะบอกว่า ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็เอาหลักคำสอนของพระพุทธองค์นี่แหละมาค้นคว้าและหาอยู่ว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทำอะไรได้หลายอย่างโดยที่คนปกติธรรมดาทำไม่ได้  และท่านสามารถล่วงรู้อะไรก่อนโลกปัจจุบันซะด้วยซ้ำไป (หลักฐานในพระไตรปิฎกก็บ่งบอกไว้มานานนับพันๆปี )

ถึงมีคำที่บอกว่า
   สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น 
ไม่ลองก็ไม่รู้นะจ้ะ ว่ามันไม่บังเอิญ

อ่านมาตั้งนานแล้ว ต้องการทราบแล้วใช่ไหมว่า ขั้นตอนการทำ ทำอย่างไร

กรุณาอ่านได้ที่หัวข้อ : ขั้นตอนการปฏิบัติ

http://seealots.blogspot.com/2009/11/4_6471.html

เว็บศึกษาวิชชาอธิษฐานบารมี(โดยพระอาจารย์ธรรมบาล)
http://ustream.tv/channel/sucsess
http://watsuwan.tk
http://rustanyou.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS