ความรู้เรื่อง "มหาวัน" ในประวัติศาสตร์ไทย









อนุสนธิจากสาธุชนหลายท่านได้เรียกร้อง ให้ช่วยขยายความเรื่องของ "มหาวัน" มีความสำคัญอย่างไร มีประวัติความเป็นมาเช่นไร จึงจะขอนำมาเล่าย่อๆ พอสังเขปให้ผู้ใฝ่ศึกษา จะได้นำไปค้นคว้า สืบหาข้อมูลส่วนขาด หรือ นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์เกิดความเจริญ แก่ตน และวงศ์สกุล และสังคมประเทศชาติ สืบไป





ความเป็นมาของ "มหาวัน" นั้น ได้ถูกใช้มานานก่อนสมัยพุทธกาล สืบทอดความรู้แต่เฉพาะในราชนิกูลกษัตริย์เท่านั้น เป็นปกรณ์หนึ่งในคัมภีร์มหาจักพรรดิราชฯ ซึ่งผู้ที่จะเป็นมหาราช-จักพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ ต้องศึกษาและเชี่ยวชาญในคัมภีร์มหาจักพรรดิ์ราชฯ นี้ ทุกพระองค์ "มหาวัน" เป็นปกรณ์ที่จัดว่ามีความสำคัญสำหรับชนชาติไทยอย่างสูงสุด เพราะได้ถูกนำมาใช้กำหนดคำนวณ ฤกษ์ยามอันเป็นมงคล เป็น "วันรวมชนชาติไทยเป็นหนึ่งเดียว" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "วันชาติไทย" ในยุคบรรพกาล ดังปรากฏในตำนาน ว่า





“...........พระยากาวัณดิราช หรืออนุรุธธรรมมิกราช (คำว่า  อนุรุธ  เป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ เช่น มหาราช, พระเจ้า, สมเด็จ ฯลฯ  ซึ่งใช้นำหน้าพระนามพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อน ทั้งนี้จะได้รับการถวายหลังจาก ได้แสดงความสามารถทางใดทางหนึ่งจนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ  ตั้งขึ้นเองไม่ได้)  สายตระกูลของพระเจ้ากาฬวดิราช สืบมาแต่ "โทณพราหมณ์ แห่งอริมัทบุรี ผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กรุงกุสินารา แก่มลกษัตริย์ทั้งหลาย หลังถวายพระเพลิง(หลังแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โทณพราหมณ์ ได้นำทะนานทองคำ กลับมายังอริมัทบุรี แล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้เป็นศรีแก่เมือง เรียกตามนามผู้สร้างสืบมาว่า "เจดีย์พระประโทณ" (ใช้ ณ เณร  โดยใช้ตามโคตรตระกูลโทณพราหมณ์ จึงไม่ใช่ น หนู ) และเป็นที่เคารพของพระมหากษัตริย์ไทยแต่บรรพกาล ตลอดมา





จวบจนยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีการปรับแปลง แนวพระพุทธศาสนาเสียใหม่ เพื่อให้เจือสมจึงรื้อทำลายเจดีย์พระประโทน เพื่อนำอิฐมาสร้างพระปฐมเจดีย์ ได้โบราณวัตถุมากมาย โดยมีบาดหลวงในคราบนักโบราณคดีฝรั่งเศสชี้ให้ขุด แล้วก็นำส่วนที่เหลือจากคัดเอาไปแล้ว เหลือที่หัก หรือใหญ่เกินขนลงเรือไปมิได้ มาทิ้งไว้ที่พระปฐมซึ่งสร้างใหม่ พร้อมกับเขียนนิทาน "พระยากงพระยาพาน" ว่าเป็นสาเหตุของการสร้างพระปฐมเจดีย์ ให้ดูเจือสม)

พระยากาวัณดิศราช  เป็นราชโอรสองค์รองของพระเจ้าสักรดำ มีพระปรีชาสามารถเจนจบในคัมภีร์มหาจักพรรดิราชฯ ทรงชอบทำตนสามัญ  เที่ยวคบหาเพื่อนฝูงพี่น้องและเสด็จเยี่ยมเยียนพระประยูรญาติผู้ใหญ่ทั้งอาณาจักรศรีสุวรภูมิภาคเหนือทั้งสิ้น  จนรู้จักทั่วกันทุกเมือง  มีฝีมือต่อสู้เหื้ยมหาญ  ทรงเดินทางไป  ทั่วทุกแดน ตามเส้นทางเก่าแก่แต่ครั้งบรรพกษัตริย์ทั้งทิศพายัพและทิศอิสานตลอดตั้งแต่ทรงพระเยาว์เป็นที่เกรงขาม และเป็นผู้นำ ทรงผูกมิตรแก่ทุกนคร ในอาณาจักรศรีสุวรภูมิ

            ทรงขึ้นครองอริมัทนบุรี (นครชัยศรี) ในปี พ.ศ. ๑๑๘๒  จึงทรงมีพระบรมเดชานุภาพ และมีพระปรีชาสามารถและมีมิตรทั้งอาณาจักร  จะเห็นได้จากในปีแรกที่พระองค์ขึ้นครองราชย์นั้น  ราชาผู้ครองนครทั้งหมดในอาณาจักรศรีสุวรภูมิ ได้ขอให้พระองค์ทรงเป็นผู้นำดินแดนแว่นแคว้นของตนให้เพื่อรวมเข้ากับอริมัทบุรีเป็นหนึ่งเดียว  ด้วยนิมิตหมายอันเป็นมงคลอันหมายถึงความสามัคคีของชนชาติไทย  ทรงเลือกเอาวาระอันเป็นวันมหามงคล ในปีของการรวมเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติไทย  ที่มั่นคงดุจดั่งสายน้ำโขง ที่ไม่มีอาวุธใดตัดขาด เป็นกำหนดประกาศ (จึงเรียกว่า มหาวัน มาจากคำเต็มว่า วันอันประกอบด้วยมหามงคล)

             ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนนับศักราชชนชาติไทยใหม่เพื่อให้ปรากฏแก่ลูกหลานไทย และประกาศแก่เทพดาว่านี่คือ วันชาติไทย พร้อมสร้างนครเวียงเหรัญนครเงินยางเชียงแสนไว้เป็นสักขี จึงเริ่มนับจุลศักราช(ตำนานสิงหนวัติ เรียกว่า ตติยศักราช ที่พระเจ้าสักรดำ พระราชบิดาได้ตั้งไว้แต่เมื่อปี พ.ศ. ๑๑๘๒  นั้น  มีพระราชาทั่วทุกนครในอาณาจักรศรีสุวรภูมิ มาประชุมสาบานรวมใจอย่างโดยพร้อมเพรียงกัน มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในตำนานสิงหนวัติกุมาร  จารึกไว้ว่า

        “พระพุทธเจ้าล่วงไปได้ ๑๑๘๓  พรรษา  ยังมีนครหนึ่งมีราชวงศ์กับราชธานีทั้งปวง มีพันเมือง มีขัติยกษัตริย์..... มีเมืองโยนกเชียงแสนเป็นประธาน อาฬวี ๑ จุฬณี ๑  อเส ๑  จันทบุรี ๑ โกสัมพี ๑ หงสาวดี๑  กลิงคราช ๑  สังกตา ๑  สัตตนาหะ ๑  ทวารบุรี “  เท่านี้เป็นประธานแล  แต่นั้นยังมีพระยาตนหนึ่ง ชื่อ อนุรุธธรรมมิกราช ผู้เป็นใหญ่ในเมืองมลราช และเป็นใหญ่ในเมืองทั้งหลาย  สมัยนั้นเมืองใหญ่ในชมพูทวีปมี  ๘,๔๐๐ เมือง มีท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งนั้น  ที่มีท้าวพระยามหากษัตริย์นั้น ก็พร้อมกัน ณ ที่พระยาธรรมตนนั้นสิ้นทุกเมือง

        (ท้าวพระยาเหล่านั้น ) ท่านก็รับเอาคำพระยาอินทร์และพระยาอนุรุธธรรมมาแล้วก็ป่าวร้องท้ายพระยาทั้งหลาย มี  ๙๙๙ เมือง มีแต่เมืองหริภุญชัยกับสุโขทัยมิได้มา (สองเมืองนี้ขณะนั้นยังไม่ได้สร้าง ตำนานนี้เขียนขึ้นภายหลัง)  เหลือนอกนั้นน็มาพร้อมกันกับด้วยตัวพระยาลวเข้าสิ้นแล

        ท่านก็ “ตัดศักราช”  อันพระยาตรีจักษุตั้งไว้ได้ ๕๖๐  ตัวนั้นเสียในวันคืนเดือนห้า  ออกสิบสี่ค่ำวันอาทิตย์มหาวัน ยามต้นใกล้จักรุ่งแจ้ง  แล้วตั้งศักราชใหม่ไว้ตัวหนึ่ง  ยามรุ่งแรกแจ้ง แล้วเป็นตติยศักราช (จุลศักราชใหม่) ปีใหม่ปีกัดได้นั้นแล......(ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑)
                                                       
                                                       ……… ต่อ ภาค 2 ……






  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"ปะคำ" สำคัญอย่างไร สำหรับนักปฏิบัติ

"ปะคำ" สำคัญอย่างไร สำหรับนักปฏิบัติ

    เนื่องจาก วันเสาร์นี้ จะเป็นช่วงเวลาการศึกษาเรื่อง

อัปนาโกศล คือ การใช้อุปกรณ์ในการ "นับ" 

ดังนั้นสาธุชนที่ใฝ่ปฏิบัติในพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" จึงควรทำความเข้าใจ ความหมายสังเขปของ "ปะคำ" ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยในการทำสมาธิ ก่อน





                  การร้อยปะคำ ที่ปรากฏในแผ่นดินไทยปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ สืบเนื่องมาแต่ยุคสุโขทัย โดย พระมหาเถรสรีสัทธาราชจุฬามุนี รัตนลังกาทีปมหาสามี สมเด็จสังฆราชเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์นักรบแห่งเมืองสองแคว(พิษณุโลกปัจจุบัน) เป็นกษัตริย์นักรบที่เชี่ยวชาญในคัมภีร์มหาจักพรรดิราชฯ ชำนะศึกทุกทิศ ต่อมาได้ทรงสละราชสมบัติ และออกผนวชเป็นพระภิกษุหวังพุทธภูมิ ออกเดินธุดงค์ไปยังชมพูทวีป ได้ทรงศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างเชี่ยวชาญ ท่านเป็พระอาจารย์ของพญาลิไท กษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย พระมหาเถรสรีสัทธา ได้ถ่ายทอดหลักปฏิบัติตามพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" แก่ชนชาวสุโขทัย ส่งผลให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข เจริญร่วมเย็น เป็นยุคแห่ง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไพร่ฟ้าหน้าใส" ไม่มียุคใดที่ประชาชนในแผ่นดินมีศิลธรรมปราศจากโจรผู้ร้าย เป็นยุคที่ไม่มีคุก ตะราง เพราะคนถือศีลฟังธรรม





- ปะคำ มี ๑๐๘ เม็ด มาจาก "ตัณหา ๑๐๘" ตัณหาคือความทะยานอยาก แสวงหาอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ราคะ อนุสัย อันเป็นเสมือน "เมล็ด" ที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร

- สายปะคำ หมายถึง วงแห่งการเวียนว่ายของสรรพสัตว์ในภพภูมิต่างๆ คือ วัฏฏะสงสาร

- ปะคำแบ่งเป็น ๔ ส่วน แต่ละส่วนจะมี "ลูกสะกด" เป็นนิมิตเครื่องหมายของ "มหาภูตูป ๔" คือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม อันสัมปยุติกัน เป็นชีวิตของสรรพสิ่งทั้งหลาย

- ในแต่ละส่วนของ ธาตุ แต่ละธาตุ จะมีลูกปะคำอยู่ ๒๗ ลูก เป็นนิมิตเครื่องหมายแทน "มหคตจิต ๒๗ ดวง" มหคตจิต มีพระบาลีว่า มหนฺตภาวํ คตํ จิตตํฯ = จิตที่ถึงความยิ่งใหญ่ ชื่อว่า "มหคตจิต" เป็นสภาวะจิตที่ยิ่งใหญ่เหนือปุถุชนธรรมดา เป็นสภาวะที่จะส่งผลในสมาธิ ไปจนถึงฌานสมาบัติ ซึ่งสูงกว่าสภาวะจิตของเทวดาแลมนุษย์ เพราะมหคตจิต เป็นสภาวะจิตของพรหม ด้วยเหตุดั่งนี้ ผู้ที่ฝึกสมาธิได้มหคตจิตแล้วเทวดาย่อมอุปถัมภ์ อารักขา ไม่ให้เกิดความทุกข์ยาก ลำบากกายใจ ชีวิต อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม

- ใจปะคำ คือ การเวียนว่ายในวัฏะสงสาร หรือหลุดพ้นจากโลกิยภูมิ ไปสู่พระนิพพาน ก็ย่อมเกิดจากใจ ดังพุทธองค์ตรัสว่า "สิ่งทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สิ่งทั้งหลาย ย่อมสำเร็จได้ด้วยใจ"

     การทำสมาธิจึงต้องทำด้วย "ใจ" เรียกว่า "ภาวนา" จึงจะเข้าสู่สมาธิระดับสูงที่พ้นจากสภาวะแห่งปุถุชนสามัญทั่วไป เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" ซึ่งต้องทำด้วย "ใจ" เท่านั้น (นี่คือความสำคัญ และ เป็นคำตอบว่า ……ทำไมต้องฝึกใช้ "ลมหาใจ" หาที่ตั้งของใจ …ก็ "ใจ" (บาลีเรียกว่า มโนทวาร) ก็เพราะ "อัปปนาสมาธิ เกิดได้เฉพาะในมโนทวาร เท่านั้น





และ การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่อัปปนาวิถี ต้องใช้อุปกรณ์ในการนับ เพื่อปฏิบัติ "อัปนาโกศล (อัปปนา=แน่นหนา, มั่นคง. โกศล=ฉลาด) รวมความคือ วิธีที่ชาญฉลาดอันไปสู่สมาธิอันมั่นคงเรียกว่า "อัปปนาโกศล" ซึ่งต้องใช้ "การนับ(คณา) ด้วยเหตุดังนี้ เราจึงได้เห็นพระผู้ปฏิบัติชอบเข้าถึงพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค"  เช่น ท่านครูบาศรีวิชัย หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า หลวงปู่หมุน ฯลฯ เป็นต้น

ดังนั้น การร้อยปะคำ การคล้องปะคำ จึงมีความสำคัญสำหรับสาธุชนผู้ใฝ่ปฏิบัติ ที่ควรต้องรู้เพราะปะคำไม่ใช่เครื่องประดับ ที่เสริมความขลังให้ผู้คล้อง แต่มีความสำคัญ เป็นอุปกรณ์หลักในการปฏิบัติที่ขาดไม่ได้จึง มีวิธีการเฉพาะ ที่ถ่ายทอดเฉพาะสำหรับสาธุชนที่ปฏิบัติในพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" เท่านั้น ว่าแต่ละเม็ดต้องตั้งลม ภาวนาตอนร้อยอย่างไร(ตั้งลมทุกลูก จนครบ๑๐๘ลูก) อันเป็นการฝึกสมาธิ ในส่วนอานาปานสติ นั้นเอง

       ด้วยพลังแห่งพุทธานุภาพ ขอความผาสุขสวัสดี สมปรารถนา ก้าวหน้าในธรรมะ-ปฏิบัติ  จงบังเกิดมีแก่สาธุชนทุกท่าน ถ้วนทั่วกันเทอญ ฯ






  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ทาน กับ การเสียสละ ต่างกันอย่างไร? ในพระไตรปิฎก




จากเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการบรรยายธรรม ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "ทาน" กับ "จาคะ (เสียสละ)" นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ?


     เพราะ ในแนวทางแห่งการปฏิบัติตามพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" เน้นย้ำเรื่องการ "เสียสละ" ไม่ใช่ เน้นที่ "ทาน" เพราะผลนั้นแตกต่างกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากการให้ความหมายในเอกสารพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายระหว่างสองคำ เกลื่อนกลืน สับสนปนกันอย่างแยกไม่ออก เหมือนน้ำผสมน้ำมัน ที่ใส่อยู่ในขวดเดียวกันฉันใดฉันนั้น
    ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น จึงต้องไปค้นหาหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าพระไตรปิฏก จึงนำมาให้สาธุชนผู้ใฝ่ในการศึกษาปฏิบัติชอบ จะได้ยึดเป็นแนวทางที่ถูกต้องต่อไป

ทาน (การให้) ต้องมีผู้รับ จะให้กับผู้ที่ขาด หรือพร่อง คือ ต้องทีผู้รับ-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๖/๕๗๙.

    มาณพ !  บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก.

  ทียเตติ ทานํ   การให้ชื่อว่าทาน
จุดมุ่งหมายใช้คำนำ เฉพาะเจาะจงกว่าคำว่า สละ (จาคะ)เช่น ให้เงิน ให้ทอง ให้ข้าว ให้น้ำ
คำว่า เฉพาะเจาะจง ในคำว่าทาน  หมายถึง มีผู้รับที่แน่ชัด ผู้รับไม่สาธารณะทั่วไป ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้รับในวงกว้างเท่าไร

จาคะ (การเสียสละ) เป็นอุดมการณ์ มอบแก่ผู้ที่สูงกว่า เช่นถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา สละชีพเพื่อชาติ   เน้น-ไม่ว่าจะมีผู้รับหรือไม่ก็ตาม -บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑.

    คหบดี !  ก็จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) เป็นอย่างไร
    อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.


จาคะ  แปลว่า สละ
อจชิตฺถ จชเต จชิสฺสเต จชนํ วา จาโค
สละแล้ว กำลังสละ จะสละ หรือ การสละ ชื่อว่า จาคะ
จุดมุ่งหมายของจาคะ ใช้ในลักษณะให้หรือปล่อยหรือสละเช่น ให้สิทธิคนอื่นผ่านทาง ยกทางเป็นสาธารณะ ก็ชื่อว่าจาคะ คือ สละสิทธิของตนในทางนั้นให้แก่คนอื่นๆทั่วไป เป็นการสาธารณะ
ให้ทรัพย์คือเงินทองแก่กองการกุศล แบบนี้เป็นการให้แบบจาคะ คือ สละทรัพย์ ให้กองการกุศลที่ยังไม่รู้ผู้รับชัดเจน และเป็นการให้มีประโยชน์สาธารณะ

บริจาค บาลีเขียนว่า ปริจาโค (บางครั้งก็ซ้อนจ.จาน เข้ามาเป็น ปริจฺจาโค) ... คำนี้มาจากรากศัพท์ว่า จช ในความหมายว่า สละ ... โดยมี ปริ เป็นอุปสัคนำหน้ารากศัพท์ในความหมายว่า รอบ .... และ ลง ณ. ปัจจัย ดังนี้
ปริ + จช + ณ = ปริจาโค (แปลง ช.ช้าง เป็น ค.ควาย)
ปริ (รอบ) + จช (สละ) = สละรอบ (เฉพาะความหมาย)
ดังนั้น ปริจาคะ, ปริจจาคะ หรือ บริจาค มีความหมายตรงตัวจึงแปลว่า สละรอบ หมายถึง การเสียสละความสุขส่วนตัวโดยประการทั้งปวง...

ปริจจาคะ ศัพท์นี้ จัดเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งใน ทสพิธราชธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมสำหรับพระราชา ผู้นำ หรือนักปกครอง (ผู้สนใจดู http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=326 )

การปฏิบัติตามพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" นั้น
ขั้นที่ 1 ต้องถึงพร้อมด้วย ศีล คือ สัจจะ อันมาจาก วาจา+ใจ เพื่อใช้ใน
ขั้นที่ 2 คือ ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ(ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา) คือ จาคะ จากนั้นจึงขึ้นสู่
ขั้นที่ 3 คือ ภาวนา = รวมกาย+วาจา+ใจ เป็นหนึ่งด้วยศรัทธาอันตั้งมั่นในพุทธานุภาพ ไม่หวั่นไหว เรียกว่า "โอปกนศรัทธา" ซึ่งเป็นขั้นแรกก้าวสู่มิติแห่งพระอริยะบุคล





ด้วยพลังแห่งพุทธานุภาพ ขอความผาสุข สวัสดี จงบังเกิดมี แก่สาธุชนผู้ปฏิบัติชอบในพุทธวิถี "สติปัฏฐาน-ปฏิสัมภิทามรรค" ทุกท่าน ถ้วนทั่วกันเทอญ








  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS